อิหร่าน-โอมาน เปิดเกมเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่าน-โอมาน เปิดเกมเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ: ใครจะเป็นคนจ่าย และโลกพลังงานจะเปลี่ยนไปอย่างไร?
เมื่อช่องแคบที่สำคัญที่สุดในโลกกลายเป็นด่านเก็บเงิน คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ว่า "น้ำมันจะแพงขึ้นไหม" แต่คือ "ใครจะเป็นเจ้าของเส้นทางพลังงานโลก"
เรือ 135 ลำ เหลือแค่ 26 ลำ — นี่คือหัวใจของวิกฤต
ก่อนสงครามจะปะทุ ช่องแคบฮอร์มุซมีเรือสินค้าแล่นผ่านราว 135 ลำต่อวัน คิดเป็นน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณหนึ่งในห้าของอุปทานโลก แต่ในวันที่ 19-20 พฤษภาคม 2026 อิหร่านอ้างว่ามีเรือเพียง 26 ลำ เท่านั้นที่ผ่านช่องแคบได้ โดยได้รับความ "ช่วยเหลือ" จากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC)
ตัวเลขต่างกันเกือบห้าเท่า และในช่องว่างระหว่างตัวเลขทั้งสองนั้น คือบริบทของทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ยกระดับขึ้นอีกขั้นคือคำแถลงของ โมฮัมหมัด อามิน-เนจาด เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำฝรั่งเศส ที่ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมว่า อิหร่านและโอมานกำลังหารือเรื่อง ระบบเก็บค่าผ่านทางถาวร สำหรับเรือที่ต้องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ประโยคสำคัญที่เขาพูดคือ: "สิ่งนี้จะมีต้นทุน และเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ที่ต้องการได้รับประโยชน์จากการเดินเรือนี้จะต้องจ่ายส่วนแบ่งของตนด้วย"
ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ "การประกาศอย่างเป็นทางการ" คือจุดเปลี่ยน
สิ่งที่อิหร่านกำลังเสนอไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ในความเป็นจริง อิหร่านได้เก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่ผ่านช่องแคบแล้วตั้งแต่วิกฤตเริ่มต้น โดยมีรายงานว่าค่าธรรมเนียมสูงถึง มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อลำ และบางเส้นทางพุ่งไปถึง 2 ล้านดอลลาร์ต่อลำ
สิ่งที่ทำให้การประกาศครั้งนี้แตกต่างออกไปคือ การยกระดับจากการปฏิบัติไม่เป็นทางการ ไปสู่การเสนอกรอบกฎหมายถาวร นั่นหมายความว่า อิหร่านกำลังบอกโลกว่า นี่ไม่ใช่มาตรการชั่วคราวในช่วงสงคราม แต่เป็นวิสัยทัศน์สำหรับอนาคตของช่องแคบ
ลองนึกภาพดูว่า ถ้าวันหนึ่งบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในซาอุดีอาระเบีย คูเวต หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต้องการส่งออกน้ำมัน พวกเขาจะต้องจ่าย "ค่าผ่านทาง" ให้อิหร่านก่อนเสมอ — มันเทียบได้กับการที่ไทยต้องเก็บค่าผ่านทางสำหรับเรือที่ผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งในโลกความเป็นจริงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ภายใต้กฎหมายทะเลสากล
กฎหมายระหว่างประเทศบอกว่าอะไร — และทำไมมันถึงสำคัญ
ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เรือทุกลำมี สิทธิผ่านช่องแคบระหว่างประเทศโดยไม่มีเงื่อนไข องค์การการเดินเรือระหว่างประเทศ (IMO) ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนเมื่อวันที่ 9 เมษายนว่า "ไม่มีข้อตกลงระหว่างประเทศใดที่อนุญาตให้เก็บค่าผ่านทางสำหรับช่องแคบระหว่างประเทศ การเก็บค่าผ่านทางดังกล่าวจะสร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตราย"
นายกรัฐมนตรีกรีก ประเทศที่ครอบครองกองเรือพาณิชย์ใหญ่ที่สุดในโลก ระบุว่านี่เป็นสิ่งที่ "ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง" ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงจุดยืนต้องการให้ช่องแคบ "เปิด อิสระ และไม่มีค่าผ่านทาง"
แต่ปัญหาคือ กฎหมายระหว่างประเทศไม่มีกลไกบังคับใช้โดยตรง ประเทศที่ปฏิเสธข้อตกลงระหว่างประเทศและยังคงดำเนินการต่อไป สามารถสร้าง "ข้อเท็จจริงบนพื้นดิน" ได้โดยที่ชุมชนโลกทำได้เพียงประณาม ซึ่งอิหร่านพิสูจน์มาแล้วหลายทศวรรษว่าแรงกดดันจากการประณามนั้นไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนนโยบาย
โอมาน: ผู้ถือกุญแจที่ยังนิ่งเงียบ
ช่องแคบฮอร์มุซตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านทางตอนเหนือและ โอมาน ทางตอนใต้ นั่นหมายความว่าโอมานมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความเป็นไปได้ของแผนนี้
โอมานมีประวัติศาสตร์ยาวนานในฐานะ "ช่องทางการทูต" ระหว่างอิหร่านกับโลกตะวันตก เพราะโอมานรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่าย ซึ่งทำให้ประเทศนี้มีบทบาทสำคัญในการเจรจาหลายครั้งในอดีต
ก่อนหน้านี้ โอมานปฏิเสธข้อเสนอค่าผ่านทางของอิหร่านโดยอ้างว่าขัดต่อกฎหมายทะเลสากล แต่หลังจากคำแถลงของทูตอิหร่าน โอมานยังไม่ได้ตอบสนองต่อสื่อมวลชน และความเงียบนั้นกำลังถูกตีความด้วยความระมัดระวัง
เพราะถ้าโอมานเปลี่ยนจุดยืน หรือแม้แต่แค่ "ไม่คัดค้านอย่างชัดเจน" นั่นก็เท่ากับการให้ความชอบธรรมโดยปริยายแก่กรอบที่อิหร่านพยายามสร้าง
ในทางกลับกัน ถ้าโอมานยืนหยัดคัดค้าน ข้อเสนอของอิหร่านก็ยากที่จะกลายเป็นระบบสองฝ่ายที่แท้จริง เพราะอิหร่านไม่อาจบริหารจัดการ "ระบบบริการการเดินเรือถาวร" ได้ฝ่ายเดียวโดยไม่มีโอมานร่วมด้วยในเชิงภูมิศาสตร์
วงกลมอุปสรรค: เงื่อนไขที่แก้ไม่ได้ในระยะสั้น
สถานการณ์ขณะนี้ตกอยู่ใน วงจรที่ย้อนแย้งกัน อย่างน่าสนใจ:
อิหร่านบอกว่าจะไม่เปิดช่องแคบเต็มที่จนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมทางเรือต่อท่าเรืออิหร่าน สหรัฐฯ บอกว่าจะไม่ยกเลิกการปิดล้อมจนกว่าช่องแคบจะเปิด และอิหร่านก็บอกว่าถ้าจะเปิด ต้องมีค่าผ่านทางถาวร ซึ่งสหรัฐฯ และชุมชนโลกปฏิเสธ
ผลลัพธ์ในระยะสั้นคือ สภาวะชะงักงันที่ไม่มีทางออกชัดเจน และในขณะที่ทุกฝ่ายรอการเจรจา ตลาดพลังงานก็ต้องแบกรับความไม่แน่นอนนั้นไว้ในราคาน้ำมัน
ผลกระทบต่อตลาดพลังงานและนักลงทุน
สำหรับตลาดน้ำมัน การหารือเรื่องค่าผ่านทางนี้ได้เพิ่มมิติ เชิงโครงสร้าง ให้กับสิ่งที่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ชั่วคราว
ต่างกันอย่างไร? ลองเปรียบให้เห็นภาพ:
ความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบชั่วคราว เหมือนกับการที่ถนนสายหลักถูกปิดกะทันหัน — ทุกคนหาทางอ้อม ราคาขึ้นชั่วคราว แล้วก็กลับมาปกติเมื่อถนนเปิด
ระบบค่าผ่านทางถาวร เหมือนกับการสร้างด่านเก็บเงินบนถนนสายนั้นตลอดไป — ต้นทุนการขนส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียสูงขึ้นถาวร ส่งผลต่อเส้นทางการค้า เบี้ยประกันภัย และท้ายที่สุดคือราคาน้ำมันที่ปลายน้ำ
บริษัทเรือบรรทุกน้ำมันและโรงกลั่นต่างกำลังคำนวณความเสี่ยงด้านการเมืองสูงกว่าปกติอยู่แล้ว หากระบบค่าผ่านทางกลายเป็นความจริงที่บังคับใช้ได้ แม้ว่าโลกจะไม่ยอมรับทางกฎหมาย มันก็จะเปลี่ยนธรรมชาติของความเสี่ยง จาก "ความไม่แน่นอนว่าจะผ่านได้หรือไม่" เป็น "ต้นทุนที่แน่นอนแต่ยังคงถูกโต้แย้ง"
สัญญาณที่ใหญ่กว่าการเก็บเงิน: ใครจะเป็นเจ้าของเส้นทางพลังงานโลก?
สิ่งที่อิหร่านกำลังทำอยู่นี้ ถ้ามองให้ไกลกว่าตัวเลขค่าผ่านทาง คือการพยายาม เปลี่ยนโครงสร้างการกำกับดูแล เส้นทางพลังงานสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างถาวร
ก่อนวิกฤต ช่องแคบฮอร์มุซเป็น "สมบัติส่วนรวมของโลก" ภายใต้กฎหมายทะเลสากล ทุกประเทศมีสิทธิใช้งานโดยเสรี หลังวิกฤต อิหร่านกำลังพยายามเปลี่ยนมันเป็น "บริการที่ต้องจ่าย" ซึ่งอิหร่านและโอมานร่วมกันควบคุม
ถ้าสำเร็จ นี่จะกลายเป็นบรรทัดฐานอันตรายที่อาจส่งผลลูกโซ่ไปยังช่องแคบสำคัญอื่นๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นช่องแคบมะละกาที่มีความสำคัญต่อการค้าเอเชีย หรือช่องแคบบาบเอลมันเดบ ณ ทางเข้าทะเลแดง
สรุปและมุมมองที่นำไปปรับใช้ได้
สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซในปัจจุบันสอนบทเรียนสำคัญหลายข้อ:
สำหรับนักลงทุนและผู้ติดตามตลาด: ตราบใดที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าโอมานจะอยู่ฝั่งไหน และสหรัฐฯ จะเปลี่ยนนโยบายหรือไม่ ส่วนเพิ่มความเสี่ยงในราคาน้ำมัน (Hormuz Risk Premium) จะยังคงอยู่ในระดับสูง การมองว่านี่เป็น "วิกฤตชั่วคราว" อาจเป็นการประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป
สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานพลังงาน: ถึงเวลาทบทวนว่าแผนสำรองรองรับสถานการณ์ที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้นถาวรหรือไม่ บางธุรกิจที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานต่ำเป็นโมเดลธุรกิจหลักอาจต้องคิดใหม่
สำหรับผู้ที่ติดตามภูมิรัฐศาสตร์: นี่คือตัวอย่างสำคัญของวิธีที่วิกฤตทางทหารถูกใช้เป็นเครื่องมือเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจในระยะยาว ไม่ใช่แค่การต่อรองระยะสั้น
คำถามที่แท้จริงในตอนนี้ไม่ใช่ว่า "น้ำมันจะแพงถึงเท่าไหร่" แต่คือ "ใครจะเป็นผู้กำหนดกติกาของเส้นทางพลังงานโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า" และคำตอบของคำถามนั้นกำลังถูกเขียนขึ้นในช่องแคบแคบๆ ที่กว้างเพียง 33 กิโลเมตรแห่งนี้
คุณคิดว่าระบบค่าผ่านทางถาวรในช่องแคบฮอร์มุซจะเปลี่ยนแปลงเส้นทางพลังงานโลกอย่างไร? และไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิควรเตรียมรับมืออย่างไร?
Tags: ช่องแคบฮอร์มุซ, อิหร่าน, โอมาน, ราคาน้ำมัน, พลังงานโลก, ภูมิรัฐศาสตร์, ตลาดน้ำมัน, การค้าระหว่างประเทศ, กฎหมายทะเลสากล, วิกฤตพลังงาน, น้ำมันดิบ, ก๊าซธรรมชาติ, อ่าวเปอร์เซีย, ความมั่นคงพลังงาน, ห่วงโซ่อุปทาน, นักลงทุน, Strait of Hormuz, Iran Oil, Energy Crisis, Geopolitics